«

»

ธ.ค. 28

การเทรดด้วย Pinbar

 

การเทรดด้วย Pinbarการเทรด

     Pinbar Forex trading saytem หรือ ระบบการเทรดโดยการใช้ Pinbar เป็นที่นิยมกันมากในตลาด Forex มันเป็นกลยุทธ์กาชื้อขายที่ใช้รูปแบบแท่งเทียนเป็นอาวุธและเทรดตามพฤติกรรมราคาการเทรดแบบนี้ถูกนำมาใช้ครั้งแรกโดย “Martin Pring” ซึ่งเค้าได้เขียนเรื่องนี้ไว้ในหนังสือของเขาที่ชื่อว่า “Pring on Price Patterns”

      คุณสมบัติของ Pinbar

   เป็นกลยุทธ์การเทรดที่มีโอกาสได้ผลตอบแทนสูงและมีความเสี่ยงต่ำอัตราของการขาดทุนมีน้อยกว่าถ้ารู้จักตั้งจุดคุ้มทุนที่ถูกต้องเกิดขึ้นไม่บ่อยนักจะเกิดเฉพาะเวลาที่สำคัญยากที่จะตั้งจุด TP และ SL ให้เป็นแบบแผนตายตัวการเกิด Pinbar นั้นสามารถเกิดได้ในทุกคูสกุลเงินและทุก Time Frame (TF) ดังนั้นเราจึงสามารถใช้วิธีการเทรดด้วย Pinbar นี้กับทุกคู่สกุลเงินและในทุก TF ด้วย แต่เพื่อความแม่นยำเราควรจะใช้ Pinbar เทรดในทามใหญ่ๆ เช่น H4, Daily และ Weekly

Pinbar Set up

     รูปแบบของ Pinbar จะประกอบด้วยแท่งเทียน 3 แท่ง คือ Left eye (ตาซ้าย) ,Nose (จมูก) และ Right eye (ตาขวา)

การเทรด

pinbar

         ใน Bearish Pinbar Pattern หรือการกลับตัวจากขาขึ้นเป็นขาลงเจ้าแท่งเทียนแท่งแรกที่เป็นตาซ้ายควรจะเป็นแท่งเทียนขาขึ้นและใน Bullish Pinbar Pattern เจ้าแท่งแรกที่เป็นตาซ้ายก็ควรเป็นแท่งเทียนที่เป็นแท่งเทียนขาลงแท่งที่เป็นจมูกยื่นออกมานั้นควรจะมีราคาปิดและเปิดในระยะของแท่งที่เป็นตาซ้ายแต่ตำแหน่งราคาสูงสุดหรือต่ำสุดควรยื่นออกไปมากกว่าระดับสูงสุดหรือต่ำสุดของแท่งตาซ้ายและเจ้าตัวที่เป็นจมูกควรจะมีบอดี้ของแท่งทีเล็กประมาณ 1/4 อยู่ในแท่งตาซ้ายดังภาพตัวอย่างและแท่งตาขวาก็คือแท่งที่เราจะเปิดออเดอร์ซื้อขาย

     เงื่อนไขเพิ่มเติมสำหรับรูปแบบการเกิด Pipnbar นี้คือ จะทำให้เกิดแนวรับหรือแนวต้านที่แข็งแกร่งที่ระดับของดวงตาทั้งสองข้างและบริเวณใกล้กับปลายจมูก

         การเข้าออเดอร์

     ในกรณีที่เป็น Bearish Pinbar ให้เปิดออเดอร์เมื่อราคาของแท่งตาขวาขึ้นไป Retest ที่ระดับเหนือราคาปิดของแท่งตาซ้ายและในทางตรงข้ามถ้าเป็น Bullish Pinbar ก็เปิดออเดอร์เมื่อแท่งตาขวาลงไป Retest ที่ระดับต่ำกว่าราคาผิดของแท่งตาซ้าย

         การตั้ง Stop loss และการออกจากออเดอร์

     โดยทั่วไปจะตั้ง SL ไว้ที่บริเวณเหนือหรือต่ำกว่าแนวรับแนวต้านหลังแท่งดวงตาทั้งสองข้างเล็กน้อยซึ่งอันนี้ถือว่าเป็นแนวรับแนวต้านที่ใกล้ที่สุดส่วนอีกแนวที่ไกลออกไปคือระดับเหนือปลายจมูกไปเล็กน้อยซึ่งในการตั้ง SL นี้ควรจะคำนึงถึงอัตราส่วนของผลตอบแทนและความเสี่ยงด้วยซึ่งอัตราส่วนของผลตอบแทนควรจะมีมากกว่าอัตราส่วนของความเสี่ยงพูดได้ว่า ระยะที่จะทำกำไรควรจะมากกว่าระยะที่จะตัดขาดทุนนั่นเอง

     การตั้งระยะ Take Profit (TP) นั้นสามารถกำหนดได้ทันทีที่จุดต่ำกว่าระดับต่ำสุดของแท่งตาข้างซ้ายในกรณีที่เป็น Bearish Pinbar และ ตั้ง TP ที่จุดสูงกว่าจุดสูงสุดของราคาแท่งตาซ้าย สำหรับแนวรับหรือแนวต้านที่มีความแข็งแกร่งมากbๆ เราอาจจะตั้ง TP ไกลออกไป

         ตัวอย่าง Bearish Pinbar Set-Up

     นี่คือตัวอย่างการตั้งค่า SL และ TP เมื่อเกิด Bearish Pinbar เส้นสีน้ำเงินที่อยู่ใกล้ตำแหน่งราคาราคาปิดของตาซ้ายคือจุดที่เราจะเปิดเดอร์ Sell (เมื่อราคาขึ้นมาเทสก็เปิดออเดอร์) เส้นสีแดง คือ SL จะตั้งเหนือระดับปลายจมูกไปเล็กน้อย (การเปิดออเดอร์ในลักษณะนี้จะป้องกันราคาไม่ให้วิ่งมาโดน SL จากการที่ที่แท่งตาขวาขึ้นมาเทสก่อนที่จะเปิดออเดอร์ได้) จุดปิดออเดอร์ทำกำไรคือเส้นสีเขียวที่ตั้งไว้ในระดับใกล้กับแนวรับและง่ายที่ราคาจะวิ่งไปโดน

การเทรด

Pinbar setup

         ตัวอย่าง Bullish Pinbar Set-Up

     นี่คือตัวอย่างการตั้งค่า SL และ TP เมื่อเกิด Bearish Pinbar เส้นสีน้ำเงินคือจุดเข้าซื้ออยู่ที่ระดับเหนือแท่งที่เป็นจมูกเส้นสีแดงคือ SL ถูกวางไว้ใต้ตำแน่งของตาซ้ายและ จุด TP เส้นสีเขียวอยู่เหนือแท่งตาขวา

Pinbar setup

การเทรด

    **จากตัวอย่างทั้งสองภาพ สังเกตได้ว่า การตั้ง SL นั้น คำนึงถึง risk reward ratio เป็นสำคัญด้วยนี่ก็เป็นการเทรดโดยการดูพฤติกรรมราคาจากแท่งเทียนอีกรูปแบบหนึ่งซึ่งมีหลักการง่าย ๆ ไม่ยากเย็นอะไรเพียงแค่ใช้กับ Timeframe ที่มีขนาดใหญ่หน่อยถ้าคุณเป็นเทรดเดอร์ที่ไม่รีบร้อนหรือ ไม่มีเวลามากนักที่จะนั่งอยู่หน้าจอนี่ก็น่าจะเป็นตัวเลือกที่ตัวหนึ่งที่น่าสนใจอีกตัวเลือกหนึ่งสำหรับคุณ

ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.thaiforexschool.com/

 

(Visited 20 times, 1 visits today)
It's only fair to share...Share on FacebookShare on Google+Tweet about this on TwitterEmail this to someonePrint this page

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <s> <strike> <strong>